.

earth

สพฐ.แจงให้เงินบริจาคเด็กติดถ้ำหลวง

“บุญรักษ์” เผย สพฐ.บริจาคเงินเด็กติดถ้ำหลวงไม่ได้มองว่าเด็กเป็นฮีโร่ แต่เป็นการระดมความช่วยเหลือเรื่องอาหารและภาพรวมในการสนับสนุนผู้ปฎิบัติหน้าที่ช่วยเหลือเด็ก แจง สั่งยกเลิกกรณี สพม.38 เชียงรายขอรับบริจาคเงินแล้ว... 

วันนี้ (5 ก.ค.) นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่สังคมมีความพิพากษ์วิจารณ์กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวและช่วยเหลือด้านการศึกษาให้แก่กลุ่มเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี่นั้น ไม่เหมาะสม เพราะจะเป็นการสร้างให้เด็กรู้สึกว่าเป็นฮีโร่ ทั้งที่เป็นแค่ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ ว่า ในเรื่องนี้ทาง สพฐ.เองก็ไม่ได้รู้สึกเป็นฮีโร่ แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา เชียงราย เขต 3 ถือว่าเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่เข้าไปดูสถานการณ์บริเวณวนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ซึ่งก็ได้มีการระดมความช่วยเหลือในเรื่องอาหารและนำ้ดื่ม ช่วยเหลือเนื่องจากเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำเป็นเด็กในสังกัดของ สพฐ. เมื่อเห็นเช่นนั้น สพฐ.จึงร่วมบริจาคเงิน โดยวัตถุประสงค์ คือ การใช้เพื่อช่วยเหลือเรื่องการค้นหา ดูแลเด็กและครอบครัวที่นั่งรออยู่บริเวณหน้าถ้ำ และจากที่ตนได้รับรายงานเรื่องการใช้เงินบริจาคพบว่า การใช้เงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น ค่ารองเท้าบูท ค่ายากันยุง เป็นต้น สำหรับกรณีที่มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 36 เชียงราย ออกหนังสือ ขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน นั้น ตนได้สั่งให้มีการยกเลิกแล้ว และให้ส่วนของเงินที่มีการบริจาคเข้ามาก็ให้ดำเนินการส่งคืน เนื่องจากขณะนี้ตามบทบาทไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนนี้แล้ว รวมถึงได้แจ้งกับสำนักงานเขตพื้นที่ (สพท.) ทั่วประเทศ ให้งดรับบริจาคในกรณีที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องนี้ และเท่าที่ทราบขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

“อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการถอดบทเรียนคงจะต้องรออีกสักระยะหนึ่งก่อน และจะมาศึกษาว่าเด็กพบกับอะไรมาบ้าง มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรทั้งในรูปแบบบุคคลและทีม ทั้งนี้ในส่วนของทักษะภาษาอังกฤษของเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำนั้น ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรา และในหลายประเทศก็ให้ความชื่นชม ซึ่งผมคิดว่าพื้นฐานการจัดการศึกษาของเรามันถึงขีดที่พัฒนาคนได้เป็นที่ยอมรับ เพียงแต่ว่าความถนัดและความสนใจของเด็กที่เกิดขึ้นมีไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปสู่การต่อยอดทักษะของเด็กเหล่านั้นเอง ดังนั้นผมคงจะต้องไปเรียนรู้โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ทำให้เด็กมีโอกาสได้ใช้ภาษาถึง 4 ภาษา ครูของโรงเรียนก็ถือเป็นครูรุ่นใหม่ และผมก็จะนำครูประจำวิชาภาษาอังกฤษเข้ามาอบรมเพิ่มเติมในโครงการอบรมครูภาษาอังกฤษ เพราะโรงเรียนนี้เหมาะที่จะได้รับการส่งเสริมเรื่องภาษา ทั้งติดชายแดนและมีนักท่องเที่ยว ซึ่งหากมุ่งพัฒนาในเรื่องนี้จะทำให้เกิดการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม”เลขาฯ กพฐ.กล่าว.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ พฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2561 เวลา 17.16 น....

อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/education/653237 

มี 73 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

1859124
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
788
1208
7247
1044178
23070
41598
1859124

Your IP: 54.81.254.212
Server Time: 2018-07-19 11:53:24