.

earth

"ครูวิภา"สะอื้นเด็กหนีหนี้กยศ. ย้ำไม่ฟ้อง-ไม่โกรธเด็ก แค่น้อยใจ

“ครูวิภา”สะอื้น เด็กหนี้หนี ย้ำไม่ฟ้องเด็ก-ไม่โกรธเด็กแค่น้อยใจ ขณะที่ กยศ.แย้มมีครูที่โดนเช่นเดียวกับครูวิภาอีก เพราะครูใจดี และน่าจะมีผู้ใหญ่บ้านที่เจอคดีเดียวกันอีก เพราะเห็นใจลูกบ้าน กยศ.เล็งปรับมาตรการผู้ค้ำประกันต่อผู้กู้ และวงเงินกู้ที่จะให้คำประกันได้.

วันนี้(  25 ก.ค.) ที่สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา( กยศ.) อาคาร AIA Capital Center รัชดา นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ.  น.ส.วิภา บานเย็น ครูผู้ค้ำประกันให้เด็กกู้กยศ.และ ถูกยึดทรัพย์ และ นางเพ็ญรวี มาแสง  โฆษกกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม  แถลงข่าวเรื่อง “ครูค้ำประกันผู้กู้ กยศ. ถูกยึดทรัพย์” โดยนายชัยณรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้กู้ยืมกยศ.ทั่วประเทศ จำนวน 5.4 ล้านราย เป็นเงิน 5.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาหรืออยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1 ล้านราย ผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้หมดแล้ว 8 แสนราย ผู้กู้ยืมที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ 5 หมื่นราย ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3.5 ล้านราย เป็นเงิน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังไม่ถูกดำเนินการดคี 1.2 ล้านราย เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มผิดนัดที่ถูกดำเนินคดี 1 ล้านราย เป็นเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท ขณะนี้มีผู้ถูกฟ้องร้องแล้ว 1.2 ล้านคดี เฉพาะปีนี้ฟ้องไปอีกประมาณ 1 แสนกว่าคดี ซึ่งกลุ่มนี้จะเข้าสู่การบังคับคดี

นายชัยณรงค์ กล่าวว่ กยศ.ได้ตรวจสอบสถานะคดีของครูวิภา บานเย็นแล้ว พบว่าครูวิภาได้เป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นักเรียนที่เป็นผู้กู้ยืมตั้งแต่ปี 2541-2542 จำนวน 60 ราย  จากจำนวนดังกล่าวมีผู้กู้ที่ชำระหนี้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว  29 ราย  ชำระหนี้ ตามปกติ 10 ราย ถูกฟ้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้องมี การยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย  ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ ครูวิภาได้มาชำระหนี้ในส่วนที่ค้ำประกันเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งกองทุนจะดำเนินการถอนฟ้อง 4 ราย  ส่วน 17 ราย อยู่ขั้นตอนการบังคับคดี  คิดเป็นเงินต้นที่ค้ำประกันประมาณ 190,000 บาท..

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อไปว่า  สิ่งที่ กยศ.จะดำเนินการจากนี้คือยื่นขอระงับการบังคับคดีเเละการขายทอดตลาดทรัพย์ของครูวิภาไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อให้คดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดี   ขณะเดียวกัน กยศ.ก็จะเร่งสืบทรัพย์เเละติดตามอดีตลูกศิษย์ 17 ราย หรือผู้ค้ำประกันรายอื่น เพื่ออายัดเงินเดือนหรือนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้คืนให้แก่ กยศ.  ซึ่งการสืบทรัพย์นั้นกยศ.จะหาข้อมูลผู้กู้ยืม 17 ราย จากที่อยู่เเละเบอร์โทรศัพท์ของลูกหนี้ เพื่ออายัดเงินเดือนเเละยึดทรัพย์ หาก17 ราย ทำงานกับหน่วยงานราชการ กยศ.ก็สามารถหักเงินเดือนได้ภายในสิ้นปี2561 แต่ถ้าทำงานภาคเอกชนก็จะสามารถหักได้ในช่วงต้นปี 2562 อย่างไรก็ตาม เเต่หากสืบทรัพย์แล้วลูกหนี้ไม่มีเงินหรือทรัพย์  ครูวิภาก็ต้องชำระหนี้ตามกฎหมายตามเดิม

“กยศ.เห็นใจคุณครูวิภา และขออภัยที่ทำให้ครูไม่สบายใจ ส่วนน้อง17 คน  เมื่อขาดแคลน กยศ.ก็ให้โอกาส เมื่อได้ทุนมนุษย์แล้ว และมีหารายได้ ขอได้โปรดนำเงินมาชำระคืนกยศ.  เพื่อแบ่งเบาภาระให้ครู และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้อง หรือถ้าไม่มีเงินจะจ่ายคืนก็ให้มาติดต่อ กยศ. เพื่อเจรจากัน นายชัยณรงค์ กล่าวและว่าที่ผ่านมาในการปล่อยเงินกู้ยืม กยศ.นั้นจะดูเพียงแค่เรื่องการขาดแคลน และก็ไม่ได้ดูว่าผู้ค้ำประกันจะมีความสามารถในการจ่ายเงินคืน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กยศ. จะต้องกลับมาดูว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในการติดตามหนี้อย่างไรบ้าง เช่น การกำหนดว่าผู้ค้ำประกันนั้นสามารถที่จะค้ำประกันให้แก่ผู้กู้ได้กี่คน  และ จำนวนเงินที่จะให้กู้ได้ เป็นต้น

ต่อข้อถาม กยศ.มีข้อมูลผู้ค้ำประกันที่อาจมีปัญหาเช่นเดียวกับครูวิภาหรือไม่ นายชัยณรงค์ กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะมีกรณีเช่นเดียวกับครูวิภาอีก เพราะครูเป็นที่พึ่งของเด็กและเห็นแก่อนาคตของเด็ก แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่ ต้องไปตรวจสอบก่อน  อย่างไรก็ตามอีกผู้ค้ำประกันที่เป็นเหมือนครูคือ กลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ที่เห็นใจลูกบ้าน  ซึ่งกยศ.คำแนะนำให้แก่ผู้ค้ำประกันเด็กนักเรียนจำนวนมากๆ ว่า ขอให้ตรวจสอบว่านักเรียนที่ตนเป็นผู้ค้ำประกันนั้นสามารถ จ่ายเงิน กยศ.เป็นปกติได้หรือไม่ และสามารถติดต่อ กยศ. ได้ตลอดเวลา
 
ด้านน.ส.วิภา  กล่าวว่า หลังจากที่ถูกยึดบ้านเเละที่ดิน ตนก็ได้ไถ่คืนแล้ว และจะไม่ยอมให้ยึดบ้านและที่ดินซึ่งเป็นมรดกของพ่อแม่ ถูกยึดแน่นอน แม้ว่ากยศ.จะยืนยันว่าจนถึงสิ้นปีนี้ จะไม่มีหมายศาลมาหาตน แน่นอน แต่ตนยังเครียดเพราะปีต่อไปก็ยังมีอีก และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ เพราะกลัวจะเป็นบุคคลล้มละลาย เเละขณะนี้ก็ทำธุรกรรมทางการเงินใดๆไม่ได้ ขณะเดียวกันได้ยื่นหนังสือถึง กยศ.เพื่อขอให้เปลี่ยนภาระหนี้ไปยังผู้กู้หรือผู้ปกครอง เพราะได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวและมรดกมาจ่ายหนี้แทน อย่างไรก็ตามจากที่เป็นข่าวก็มีลูกศิษย์ 2 ใน 4 ราย โทรศัพท์มาขอโทษ ที่ทำให้ครูเดือนร้อน และจะผ่อนเงินให้ครูเดือนละ 5,000  บาท  ซึ่งครูก็แนะนำให้ไปติดต่อที่ทางธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ตนก็ไม่มั่นใจว่าลูกศิษย์จะคืนเงินจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรจะมายืนยันได้

ผู้สื่อข่าวรายงาน ระหว่างที่มีการแถลงข่าวนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าครูวิภาจะฟ้องดำเนินคดีกับลูกศิษย์ 4 ราย หรือไม่  ซึ่งครูวิภาก็สะอื้นก่อนจะตอบว่า “ ด้วยความเป็นครู ไม่มีครูคนไหนอยากทำร้ายลูกศิษย์ ขอให้นักเรียนมาคุยกับครูว่าจะคืนเงินครูอย่างไร และส่วนตัวครู ก็ไม่อยากฟ้องร้องลูกศิษย์ เพราะเขาคือลูกศิษย์  ครูไม่โกรธที่ลูกศิษย์ทำกับครู  แต่รู้สึกน้อยใจ เมื่อลูกศิษย์มีงานทำ มีความพร้อมมีรายได้แล้ว จะแก้ปัญหาให้กับครูคนนี้อย่างไร” น.ส.วิภา กล่าว .

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ พุธที่ 25 กรกฎาคม 2561 เวลา 17.13 น....

อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/education/657016

มี 89 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

1901901
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
144
1212
7521
1083615
23865
41982
1901901

Your IP: 54.80.102.170
Server Time: 2018-08-19 01:33:48