.

earth

ศธ.สยบรอยร้าวชงแบ่งอำนาจให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ

ความขัดแย้งระหว่าง สพท. กับ ศธจ.ขยายตัวต่อเนื่อง อนุกรรมการกฎหมาย ศธ.ชง 2 ทาง คปภ.พิจารณาใช้กฎหมายหวังให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจเหลือบ้าง พร้อมคิด 5 เรื่องขจัดปัญหา

 

จากความขัดแย้งระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง นั้น วันนี้ (28 พ.ย.) นายสุรินทร์ แก้วมณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะได้รับมอบหมายให้ดูแลการบริหารจัดการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และ ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) กล่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงได้พูดคุยกันมาตลอด โดยขณะนี้ได้วางกรอบแนวคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาใน 5 เรื่อง ดังนี้ เรื่องแรก การจัดสรรกรอบอัตรากำลังทั้งในส่วนของสำนักงาน ศธจ. และสพท. ให้เหมาะสมกับปริมาณงาน โดยสำนักงาน ศธจ. จะมีตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามาตรา 38 ค.(2) ประมาณ 45 อัตรา ทั้งนี้ยังไม่รวมตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ส่วน สพท.แต่ละแห่งจะมี 50-60 อัตรา ซึ่งขณะนี้มีปัญหาเกลี่ยอัตรากำลังจาก สพท.มาสำนักงาน ศธจ.ทำให้ สพท.บางแห่งไม่สบายใจ 

นายสุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่ 2 ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจของ ผอ.สพท.และ ศธจ. โดยให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของ ศธ. ได้ตีความข้อกฎหมายในอำนาจตามมาตรา 53 (3) และ (4) ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ให้ ผอ.สพท.เป็นผู้มีอำนาจการบรรจุแต่งตั้ง กับ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.ข้อที่ 13 ที่ระบุการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้ศึกษาธิการจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง เรื่องที่ 3.จัดทำแผนบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงาน ศธจ. และ สพท. เรื่องที่4.จัดระบบการนิเทศติดตาม และ เรื่องที่ 5. จัดทำคูมือ ขั้นตอนการทำงาน ศธจ. และ สพท. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

 “ ขณะนี้คณะอนุกรรมการกฎหมาย ของ ศธ.ได้พิจารณาแล้ว โดยจะเสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.)พิจารณา 2 แนวทาง คือ 1. ตีความตามนัยของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯทั้งกระบวน หรือ จะตีความตามนัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 19 เช่น ถ้าตีความตามนัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 19 เรื่องใดที่เข้าพิจารณาใน กศจ. ให้ ศธจ.ลงนามในคำสั่ง ถ้าเรื่องใดที่ไม่เข้าพิจารณาใน กศจ.ให้ ผอ.สพท.ลงนามได้ อาทิ ให้รักษาการในตำแหน่ง ให้รักษาราชการแทน การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง เป็นต้น เพื่อให้ผอ.สพท.มีอำนาจเหลืออยู่บ้าง ทั้งนี้ เมื่อ คปภ.พิจารณาว่าจะตีความแนวทางใดแล้ว ก็จะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าแนวทางนั้นชอบด้วยข้อกฎหมายทั้งระบบหรือไม่” นายสุรินทร์ กล่าวและว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยเวลา โดยให้ ศธจ.เป็นหน่วยสนับสนุนให้ฝ่ายปฏิบัติคือ สพท.ทำงานได้อย่างราบรื่น ซึ่งตนอยากให้ สพท.หลุดจากกรอบแนวคิดเดิม คิดถึงการจัดการศึกษาที่ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ มีเป้าหมายที่ชัดเจน คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและนักเรียนเป็นหลัก.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ พุธที่ 29 พฤศจิกายน 2560 เวลา 15.20 น....

อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/education/613054

มี 95 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

1564772
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
438
813
8030
748077
19109
37923
1564772

Your IP: 54.226.132.197
Server Time: 2017-12-17 02:12:32